ประเด็นของข่าวนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโทรจัน ที่มีผู้ไม่หวังดีปล่อยลงระบบของธนาคารไทยพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารแล้วผู้ไม่หวังดีรายนี้ยังทำการโจรกรรมเงินออกจากบัญชีอีกด้วย ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทางธนาคารที่ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และทางลูกค้าที่ไม่สามารถไว้วางใจในระบบงานธนาคารได้
โดยรายละเอียดของเนื้อข่าวมีดังนี้
"นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีไวรัสโทรจันระบาด ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตถูกโจรกรรมเงินออกจากบัญชี ซึ่งลูกค้าของธนาคารเจอปัญหาพร้อมกันทีเดียว 6 ราย สูญเงินกว่า 5.7 แสนบาท
นางองค์กร กล่าวว่า ลูกค้าจะต้องอัพเดทซอฟต์แวร์ใหม่ และติดตั้งระบบแอนตี้ไวรัส กรณีนี้ธนาคารไม่ปัดความรับผิดชอบ แต่ต้องสอบสวนว่า เกิดเหตุได้อย่างไร ซึ่งจะต้องให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจสอบและสืบสวนว่าลูกค้าทั้งหมดไม่รู้จักกับบัญชีปลายทาง
ส่วนธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ นั้น ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีปัญหาเหมือนธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบ พร้อมระบุระบบรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีมาตรฐานสากล เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย ได้วางระบบและตรวจสอบอย่างเข้มงวดตลอดเวลา"
ขอขอบคุณรายละเอียดข่าวจาก http://entertainment.goosiam.com/hotnews/html/0032604.html
จากข่าวด้านบนเมื่อเราเทียบพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติจรรยาบรรณคอมพิวเตอร์แล้ว จะพบว่า ความผิดนี้ ตรงกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือประบไม่เกินหนึ่งหมื่อนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 9 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขอขอบคุณรายละเอียดพระราชบัญญัติจาก http://www.mict.go.th/download/law/20070618_CC_Final.pdf
นอกจากการกระทำเช่นนี้จะมีความผิดทางกฎหมายแล้ว การกระทำนี้ยังผิดศีลธรรมอีกด้วย กล่าวคือ ในทางศาสนาพุทธเรายึดถือกันว่า เราจะต้องไม่พูดโกหก ไม่หลอกลวง ไม่นำทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของเรา การกระทำในข่าวจึงผิดหลักศีลธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น บุคคลที่กระทำผิดจะถูกสังคมมองว่าเป็นคนที่ไม่ดีไปตลอด ซึ่งถ้าเราถูกมองว่าไม่ดีไปแล้ว จะเป็นการยากมากที่เราจะสามารถพิสูจน์ให้คนอื่นๆเชื่อว่าเราเป็นคนดี ดังเช่นนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ที่เด็กชายโกหกบ่อยๆจนไม่มีคนเชื่อถือ เมื่อมีภัยมาถึงตัว แม้จะพูดความจริงสักเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อ ผู้กระทำผิดในข่าวก็เช่นกัน ถึงจะกลับตัวเป็นคนดี แต่สังคมก็คงจะยอมรับได้ยากว่าเขาเป็นคนดีจริงๆ ฉะนั้น เราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้เผลอไปทำผิด และเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นความผิดก็ควรรีบกลับตัว และแก้ไขในสิ่งที่ผ่านมา ไม่ปล่อยตัวให้ถลำลึกลงไปกับความผิดนั้นๆ
ความคิดเห็นต่อข่าว!!!!
จากที่ได้อ่านข่าว ดิฉันมีความเห็นว่า ต้องมีการรีบดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำผิด เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทำเป็นเยี่ยงอย่าง เนื่องจากการปล่อยไวรัสรบกวนระบบ และปลอมแปลงยอดเงินในบัญชี เป็นการสร้างความเสียหาย และทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลทั่วไปอย่างมาก
โดยผู้เล่นและผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะต้องรู้จักขอบเขต และสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อย เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น ดังตัวอย่างจากในข่าว ถ้ามีผู้เห็นแก่ตัวเช่นนี้หลายๆคน ทุกคนก็จะเกิดความเดือดร้อน สังคมก็จะเกิดความวุ่นวาย บุคคลในสังคมก็จะเกิดการระเเวงซึ่งกันและกัน ไม่มีความไว้วางใจกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเสื่อมโทรม ฉะนั้นเราจะคิดก่อนทำว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้อง และเหมาะสมหรือยัง
ถึงเเม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะมีความก้าวกน้าและสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น แต่คนเราก็จะต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และใช้เทคโนโลยีบนความถูกต้องตามจริยธรรมที่ดี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น