วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

เที่ยวไป ยิ้มไป เเถมได้ความรู้ : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน

             สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ที่เป็นทั้งแหล่งความรู้ที่สำคัญ เป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อน เป็นที่ที่ใครก็มาได้ทุกเพศทุกวัย  สถานที่ที่จะเเนะนำวันคือ "ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน"

             ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเเหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญในจังหวัดจันทบุรีเลยค่ะ ที่บอกว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญก็คือที่นี่จะเป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่มีพืชพรรณต่างๆที่สำคัญมากมาย เป็นแหล่งที่อยู่และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำต่างๆ พูดเกริ่นขนาดนี้แล้ว ทุกคนคงอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้แล้วใช่ไหมคะ

                                                                                                     





              ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ที่ บริเวณตรงข้ามหาดแหลมเสด็จ การเดินทางเริ่มจากทางหลวงหมายเลข 3399 ให้วนขวาที่วงเวียนพะยูน มาทางแหลมเสด็จ ขับมาประมาณ 1.7 กม. ทางเข้าอยู่ด้านขวา ตรงข้ามกับศูนย์ประมง ค่ะ เบอร์ติดต่อและเวบไซต์มีดังนี้ค่ะ ติดต่อ โทร. 039-433-216-8 เว็บไซต์ www.fisheries.go.th


              ความเป็นมาของ  "ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน" มีดังนี้ค่ะ 

              ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เริ่มก่อตั้งตามพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524โดยมีพระราชดำริแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี มีสาระสำคัญดังนี้....

"ให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาอาชีพการประมงและการเกษตร
ในเขตที่ดินชายฝั่งทะเล จังหวัดจันทบุรี"

               และได้พระราชทานเงินที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลในโอกาสดังกล่าวเป็นทุนริเริ่มดำเนินการ
               ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริเพิ่มเติม
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สาระโดยสรุปว่า...

   " ให้พิจารณาจัดหาพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมหรือพื้นที่สาธารณประโยชน์
เพื่อจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน 
ให้เป็นศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาในเขตที่ดินชายทะเล "

               จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมหารือกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องและพิจารณาความเหมาะสมจึงกำหนดพื้นที่ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ศูนย์ศึกษาดังกล่าว เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการศึกษาสาธิต และการพัฒนาในเขตที่ดินชายทะเล โดยวิธีการผสมผสานความรู้อันหลากหลายของแต่ละหน่วยงานเพื่อวางแผนพัฒนาการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เหมาะสมและยั่งยืนตลอดไป

               ภายในศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนคุ้งกระเบน นอกจากจะมีป่าชายเลนให้เราได้เดินชมศึกษาธรรมชาติแล้ว ยังมีพิพิธพันฑ์สัตว์น้ำให้เราได้เข้าชมอีกด้วย(เข้าชมฟรีค่ะ!!! มันดีตรงนี้) และก็ยังมีกิจกรรมต่างๆให้เราได้ทำ เช่น การปลูกป่าชายเลน การพายเรือคายัก เป็นต้นค่ะ

               ลักษณะการนำเสนอของแหล่งการเรียนรู้

               มีทั้งเป็นแผ่นพับ ป้ายนิเทศ บอร์ดความรู้ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวและผู้มาศึกษาดูงานได้ลองมาปฏิบัติจริงค่ะ เพราะการเรียนเรียนรู้ที่เเท้จริง เราจะต้องได้สัมผัสและลงมือทำ ( IF YOU HEAR: YOU FORGET. IF YOU SEE: YOU REMEMBER. IF YOU DO: YOU LEARN )  ^^ 




               





          


               การนำแหล่งการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียน

               ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนเป็นนแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะกับทุกเพศ และทุกวัย สามารถนำไปประยุกต์กับการเรียนได้ทุกวิชา ทั้งคณิตศาสตร์ (ระยะทาง จำนวน ปริมาณ) ภาษาไทย (การใช้ภาษา การสื่อสาร) สังคมศึกษา (ระบบสังคม ประวัติศาสตร์) วิทยาศาสตร์ (ระบบนิเวศ สารเคมี ความสะอาดของน้ำ) เป็นต้นค่ะ เห็นไหมคะ ที่นี่ใครๆก็มาได้ แถมมาแล้วยังได้ความรู้อีกเต็มๆ ^^



              ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

              นักท่องเที่ยวที่จะไปชมธรรมชาติป่าชายเลนต้องดูสภาพดินฟ้าอากาศ และเลือกวันดีๆหน่อยนะคะ เพราะว่าที่นี่เป็นสถานที่เปิด ถ้าฝนตกคงจะไม่สนุกแน่ อีกอย่างคือ เราต้องช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติแบบนี้เอาไว้ เพื่อให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นหลังได้เห็น ได้ศึกษา และได้ท่องเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติต่อไป

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทบาท ความสำคัญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตัวอย่าง นวัตกรรม eco car
           ปัจจุบันนี้ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า เทคโนโลยีนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ทุกวันนี้มีนวัตกรรมต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการ และอำนวยความสะดวกสบายให้เรา ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ eco ต่างๆ เช่น รถยนต์ ทีวี เครื่องซักผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ต่างก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้กับเราอย่างมากมาย แต่เราก็จะต้องไม่ลืมด้วยว่า นวัตกรรม และเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน ถ้าเราใช้ในทางที่ดีก็เกิดสิ่งที่ดี แต่ถ้าเราใช้ไปในทางที่ผิด ในทางที่ไม่ถูกต้อง นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเหล่านี้ก็สามารถก่อให้เกิดโทษกับเราได้อย่างมากมายเช่นกัน


ตัวอย่าง นวัตกรรม eco car

             ข้อดีของนวัตกรรม และเทคโนโลยี         

             1.สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้
             2.สร้างความเจริญเติบโตให้กับสังคมในทุกๆด้าน เช่น
                -  เศรษฐกิจ ทำให้เกิดระบบการจัดการที่ดีขึ้น ทั้งการขนส่ง การผลิต และในการอุตสาหกรรม
                -  การศึกษา ช่วยพัฒนาให้มีการศึกษาอย่างทั่วถึง เเละเท่าเทียม ทั้งในเมืองและท้องถิ่นที่ห่างไกล ทำให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เเค่เพียงในห้องเรียน
                -  สิ่งแวดล้อม การพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีที่เกิดบวกกับการหันมาใส่ใจสิ่งรอบๆตัว ทำให้นวัตกรรมต่างๆที่ออกมามีการใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น มีการคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และลดการใช้อย่างสิ้นเปลือง
                -  สังคม และการสื่อสาร ทำให้สังคมมีความกว้างมากยิ่งขึ้น ระบบการสื่อสารดีขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เช่น โทรศัพท์ เมื่อเกิดขึ้นมาก็ทำให้บุคคลที่อยู่ห่างกันไกลได้คุยกันเมื่ออยู่ชิดใกล้

             ข้อเสียของนวัตกรรม และเทคโนโลยี

             1.เมื่อเรามีใช้โนโลยีและนวัตกรรมที่คอยอำนวยความสะดวกสบายให้อยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นคนใจร้อน ไม่รู้จักการรอคอย
             2.บางเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ก่อให้เกิดผลเสียในหลายๆด้าน เช่น
                -  เศรษฐกิจ ทำให้อัตราการจ้างงานลดลง คนตกงานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเครื่องจักรที่ทันสมัย สามารถใช้เเทนแรงงานคนได้ดี และประหยัดกว่า
                -  การศึกษา ทำให้ไม่รู้จักการค้นคว้าหาความรู้ ขาดความพยายามและความอดทนในการขวนขวายหาความรู้ เนื่องจากมีแหล่งสืบค้นที่ง่ายเกินไป (เช่น อยากรู้อะไร ก็เปิด google)
                -  สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีบางสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไปเบียดเบียนระบบนิเวศ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมา แล้วมีการจัดการไม่ดี มีการปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ทำให้ปลาในแม่น้ำตาย ดังในข่าวที่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ เป็นต้น
                -  สังคม และการสื่อสาร จากการติดต่อกันง่ายเกิดไป จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา เช่น ระบบโซเชียลเนตเวิร์ค ที่ทำให้คนติดต่อกันง่าย แม้ไม่รู้จักกัน จึงทำให้เกิดการล่อลวง เกิดการล่วงละเมิด และหลอกลวงกันง่าย ทำให้เกิดเป็นปัญหาสังคม ไม่ว่าจะปัญหาท้องก่อนวัยอันควร ปัญหายาเสพสิด เป็นต้น

             สำหรับตัวดิฉันเอง เทคโนโลยีนั้นก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปซะแล้ว ไม่มีวันไหนที่สัญลักษ์ออนไลน์สีเขียวในเฟซบุ๊คของดิฉันจะไม่ขึ้น ไมมีวันไหนที่ดิฉันจะไม่เปิดทีวีเพื่อรับชมข่าวสาร แม้กระทั่งการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เรายังใช้เทคโนโลยีการเดินทาง เช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น เทคโนโลยี จึงกลายเป็นปัจจัยที่ห้า หก หรือเจ็ดสำหรับดิฉันและใครคนอื่นๆ
            ถึงแม้ว่าชีวิตประจำวันของเราจะต้องพึ่งเทคโนโลยีอยู่ตลอด แต่เราก็จะต้องแยกแยะให้ได้ด้วยว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร เราจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้และไม่ใช้เทคโนโลยีให้ได้ เพราะเราคงตอบไม่ได้ว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีเทคโนโลยีใช้แล้ว เราจะดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างไร

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จริยธรรมคอมพิวเตอร์

            ประเด็นของข่าวนี้เป็นข่าวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโทรจัน ที่มีผู้ไม่หวังดีปล่อยลงระบบของธนาคารไทยพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของธนาคารแล้วผู้ไม่หวังดีรายนี้ยังทำการโจรกรรมเงินออกจากบัญชีอีกด้วย ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่นๆ ทั้งทางธนาคารที่ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ และทางลูกค้าที่ไม่สามารถไว้วางใจในระบบงานธนาคารได้
            โดยรายละเอียดของเนื้อข่าวมีดังนี้



            "นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีไวรัสโทรจันระบาด ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ตถูกโจรกรรมเงินออกจากบัญชี ซึ่งลูกค้าของธนาคารเจอปัญหาพร้อมกันทีเดียว 6 ราย สูญเงินกว่า 5.7 แสนบาท
นางองค์กร กล่าวว่า ลูกค้าจะต้องอัพเดทซอฟต์แวร์ใหม่ และติดตั้งระบบแอนตี้ไวรัส กรณีนี้ธนาคารไม่ปัดความรับผิดชอบ แต่ต้องสอบสวนว่า เกิดเหตุได้อย่างไร ซึ่งจะต้องให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจสอบและสืบสวนว่าลูกค้าทั้งหมดไม่รู้จักกับบัญชีปลายทาง
           ส่วนธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ นั้น ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีปัญหาเหมือนธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างไรก็ตามกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบ พร้อมระบุระบบรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีมาตรฐานสากล เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย ได้วางระบบและตรวจสอบอย่างเข้มงวดตลอดเวลา"
ขอขอบคุณรายละเอียดข่าวจาก http://entertainment.goosiam.com/hotnews/html/0032604.html

           จากข่าวด้านบนเมื่อเราเทียบพิจารณาความผิดตามพระราชบัญญัติจรรยาบรรณคอมพิวเตอร์แล้ว จะพบว่า ความผิดนี้ ตรงกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550


             มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือประบไม่เกินหนึ่งหมื่อนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
             มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
            มาตรา 9 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขอขอบคุณรายละเอียดพระราชบัญญัติจาก http://www.mict.go.th/download/law/20070618_CC_Final.pdf

          นอกจากการกระทำเช่นนี้จะมีความผิดทางกฎหมายแล้ว การกระทำนี้ยังผิดศีลธรรมอีกด้วย กล่าวคือ ในทางศาสนาพุทธเรายึดถือกันว่า เราจะต้องไม่พูดโกหก ไม่หลอกลวง ไม่นำทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของเรา การกระทำในข่าวจึงผิดหลักศีลธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น บุคคลที่กระทำผิดจะถูกสังคมมองว่าเป็นคนที่ไม่ดีไปตลอด ซึ่งถ้าเราถูกมองว่าไม่ดีไปแล้ว จะเป็นการยากมากที่เราจะสามารถพิสูจน์ให้คนอื่นๆเชื่อว่าเราเป็นคนดี ดังเช่นนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ที่เด็กชายโกหกบ่อยๆจนไม่มีคนเชื่อถือ เมื่อมีภัยมาถึงตัว แม้จะพูดความจริงสักเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อ ผู้กระทำผิดในข่าวก็เช่นกัน ถึงจะกลับตัวเป็นคนดี แต่สังคมก็คงจะยอมรับได้ยากว่าเขาเป็นคนดีจริงๆ ฉะนั้น เราจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้เผลอไปทำผิด และเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นความผิดก็ควรรีบกลับตัว และแก้ไขในสิ่งที่ผ่านมา ไม่ปล่อยตัวให้ถลำลึกลงไปกับความผิดนั้นๆ

ความคิดเห็นต่อข่าว!!!!
            จากที่ได้อ่านข่าว ดิฉันมีความเห็นว่า ต้องมีการรีบดำเนินคดีต่อผู้ที่กระทำผิด เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทำเป็นเยี่ยงอย่าง เนื่องจากการปล่อยไวรัสรบกวนระบบ และปลอมแปลงยอดเงินในบัญชี เป็นการสร้างความเสียหาย และทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลทั่วไปอย่างมาก
            โดยผู้เล่นและผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะต้องรู้จักขอบเขต และสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร และช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อย เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น ดังตัวอย่างจากในข่าว ถ้ามีผู้เห็นแก่ตัวเช่นนี้หลายๆคน ทุกคนก็จะเกิดความเดือดร้อน สังคมก็จะเกิดความวุ่นวาย บุคคลในสังคมก็จะเกิดการระเเวงซึ่งกันและกัน ไม่มีความไว้วางใจกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเสื่อมโทรม ฉะนั้นเราจะคิดก่อนทำว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้อง และเหมาะสมหรือยัง
            ถึงเเม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะมีความก้าวกน้าและสร้างความสะดวกสบายมากขึ้น แต่คนเราก็จะต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และใช้เทคโนโลยีบนความถูกต้องตามจริยธรรมที่ดี


วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ก่อนจะเอื้อนเอ่ย ...

            สวัสดีค่ะทุกๆคนที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกนี้ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนนะคะ ดิฉันชื่อ นางสาวศิริรัตน์ ผดุงสมบัติ ชื่อเล่นชื่อ แตง ค่ะ เกิดวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2535 เวลา 23.29 นาที ที่โรงพยาบาลนครนายก แม่เคยเล่าให้ฟังด้วยนะคะว่า ตอนแรกแม่ไม่ได้มีกำหนดคลอดวันนี้แต่สงสัยดิฉันอยากออกมาดูโลกเร็วๆ จึงต้องคลอดค่ะ ภูมิลำเนาตอนนี้เวลาใครถามคำตอบค่อนข้างสับสนค่ะ เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนจันทบุรี คุณแม่เป็นคนนครนายก พบรักกัน (ได้ยังไงไม่รู้) และแต่งงานกัน จนมีพี่ชายพี่สาว และดิฉันออกมา ตอนเด็กๆดิฉันอาศัยและเรียนอยู่ที่นครนายกค่ะ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่จันทบุรีแล้ว พูดเองก็งงเองเนาะ

             สมัยเด็กๆชอบไปโรงเรียนมากค่ะ ชอบทำนู่นทำนี่ ที่สำคัญคือ พูดเก่งมากกกก คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่า ดิฉันสามารถพูดได้ตั้งแต่โรงเรียนจนกลับมาถึงบ้านก็ยังไม่หยุดเลยค่ะ ตอนเด็กแม่เคยเล่าให้ฟังว่าแม่ชอบเล่านิทานให้ฟังทุกคืน และดิฉันก็ชอบฟังมาก จนทำให้ตอนนี้ดิฉันสนใจเรื่องศิลปะ(นิดหน่อย)อ่านะ โตมาหน่อยก็เข้าโรงเรียนประถม ดิฉันเรียนประถมที่โรงเรียนอนุบาลนครนายกค่ะ ส่วนมัธยมเรียนที่โรงเรียนนครนายกวิทยาคม ผลการเรียนเรื่อยๆค่ะ ไม่เน้นๆ 555 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ติดโรงเรียนมากชอบทำกิจกรรม ชอบเข้าค่าย ชอบวาดรูป เคยไปวาดรูปประกวดด้วยนะ ^^ คือทุกๆวันจะไม่เคยกลับบ้านก่อนห้าโมงเย็นเลย หาอะไรทำได้ตลอด
               เวลาว่างๆก็ชอบวาดรูป ชอบฟังเพลง และชอบอ่านหนังสือ ยิ่งเฉพาะเวลาอ่านหนังสือที่ตัวเองชอบนะคะ จะอ่านได้ทั้งวันทั้งคืนเลยค่ะ ไม่รู้ทำไมไม่หลับไม่นอน



       




             พอช่วงม.6 ที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือกันเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นดิฉันที่อยากเป็นครู เพราะทั้งพ่อและแม่เป็นครู ก็ได้เป็นครูสมใจ ดิฉันยื่นแอดมิชชั่นติดที่ครู คณิตศาสตร์ มศว เป็นที่ปลาบปลื้มของพ่อกับแม่มากกก  ดิฉันภูมิใจและมีความสุขที่ได้เข้ามาเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ ที่นี่ให้สิ่งต่างๆที่ดิฉันไม่เคยได้พบเจอมาก่อนมากมาย นอกจากประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แล้ว ที่นี่ยังให้เพื่อนใหม่ ให้พี่ และให้น้อง ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวย่อยๆของแตงอีกครอบครัวหนึ่ง


           สำหรับการเขียนบล็อกครั้งแรกนี้ก็คงต้องขอพอแค่นี้ก่อนเนาะ พูดเยอะไปเดี๋ยวจะไม่น่าติดตาม ^^ ขอบคุณนะคะ สำหรับการเข้ามาอ่านบล็อกนี้ แล้วเจอกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ :D